หลายปีที่ทิดทองก้อนกับพี่น้อยไม่ได้เจอกันอีกเลยตั้งแต่ขายอีเป๋อให้ จนกระทั่งพี่น้อยกลับมาบ้านเกิดด้วยการขับรถแท็กซี่มาด้วย พี่น้อยมาบ่นให้แกฟ้งด้วยความน้อยอกน้อยใจที่ถูกกั๊กหักอกจนหัวใจกลัดหนองเพราะอีเป๋อตัวที่ซื้อจากแกไปเป็นพิษทำเหตุนั่นเอง ตอนแรกๆ ก็ดี'ไปมาหาสู่กันตลอด แม้จะไมโซ่เมียก็เหมือนเมีย หลังจากที่ได้อีเป๋อตัวนั้นไปพกหาเงิน จากนั้นมานิสัยของกั๊กค่อยๆ กล้องส่องกลางคืนราคาถูก เปลี่ยนไปไม่ค่อยจะมีเวลาให้พี่น้อยเหมือนเมื่อก่อนเลย เริ่มแต่งเนื้อแต่งตัวมืเครื่องประดับอู้พิใช้แต่ของแพงๆทั้งนั้น จากที่เมื่อก่อนกินข้าวแกงช้างถนน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปจะกินข้าวตามร้านตามห้องอาหาร เงินทองใช้จ่ายฟุมเพีอย พี่น้อยเคยถามได้เงินจากที่ไหนมากินแต่ของดีและใช้แต่ของแพงๆ มีราคา กั๊กจะบอกว่ามีแขกมาขึ้นห้องจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะอยากได้เงินจึงต้องบริการรับแขกให้มากเท่าที่จะมากได้ มันเป็นโอกาสทองที่จะต้องตักตวงเอา หากพี่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องมาหา เดี๋ยวลูกค้าเห็นจะคิดว่าพี่น้อยเป็นผัว แล้วลูกค้าจะไม่ยอม  ขึ้นห้องด้วย นั่นเป็นคำพูดของกั๊กพี่น้อย  กล้องอินฟาเรดราคา จากนั้นมาพี่น้อยไม่ค่อยจะได้เห็นกั๊กบ่อยๆ เหมือนเมื่อก่อน จนพี่น้อยประสาทแทบจะกินไม่มีกะจิตกะใจที่จะขับรถรับจ้างส่งผู้โดยสาร ติดค้างค่าเช่ารถเถ้าแก่เจ้าของรถแท็กซี่หลายพันแล้ว จนเกือบจะหมดกำลังใจจึงต้องขับรถแท็กซี่มาบ้านเกิดพี่น้อยยังพูดว่า จากเมื่อก่อนที่จะมือีเบ่อ กั๊กจะไม่ยอมห่างจากพี่น้อยเลย ลูกค้าที่มาเที่ยวไม่ค่อยจะเรียกกั๊กขึ้นห้อง นานๆ ถึงจะมืลูกค้ามาซวนขึ้นห้อง เรียกว่าวันหนึ่งจะได้ลูกค้าไม่กี่คน ทำให้มืเวลาพบกันกับกั๊กตลอด  กล้องส่องทางไกลอินฟาเรด กระทั่งพอมีอีเป๋อตัวที่ซื้อจากแกไป จากนั้นกั๊กนิสัยก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือกลายเป็นคนละคน พยายามหลบหน้าหลบตาพี่น้อย จนขาดการติดต่อกับพี่น้อย ทำให้พี่น้อยลงความเห็นว่า ที่กั๊กของพี่น้อยเป็นเช่นนี้คงจะมาจากอีเป๋อตัวนี้แน่นอน เพราะความ1ซี่อผสมกับความโง่รูไม่เท่าทันเหลี่ยมของผู้หญิงหาเงินของพี่น้อย ที่หลงเชื่อเอาอีเป๋อไปให้กั๊ก ผลที่พี่น้อยได้รับโดนหักหลังยังไม่พอ พี่น้อยยังโดนหักอกจากกั๊กคนนี้ด้วย เมื่อหัวใจบอบซํ้าไม่อยากจะผิดหวังอีก พี่น้อยจึงกลับบ้านเกิดเพี่อมาพักหัวใจที่บอบขํ้าจนกลัดหนอง  ราคากล้องส่องกลางคืน และยืนยันกับผู้เล่าว่า ต่อจากนี้ไปจะไม่หาอีเป๋อไปให้ผู้หญิงคนไหนอีกเป็นอันขาด ที่หวังดีกลับเป็นฝืนร้าย เพราะโดนผู้หญิงหักอกตังเปราะครับ. ..บทความนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับฬี่น้อยที่ได้นำประสบทารณ์ของชีวิตในกรุงเทพๆ มาเล่าให้ผู้เชียนฟัง อันมาจากอีเปอตัวนี้แท้ๆ ที่ทำให้ชายคนหนึ่งต้องผิดหวังเกือบจะฆ่าตัวตาย ถ้าไม่มีอี,เปอพี่น้อยคงจะไม่หัวใจระทมเป็นแปแท้นะจะบอกให้ขอรับ

 

กล้องส่องกลางคืน

ราเชนทร์ วัฒนปรีชากุล เป็นผู้มีความถนัดถนึ่รื่องหมัดมวยตั้งนามปากกา “ไฟท์ติ้งบอย” จนเป็นที่รู้จักแพร่หลาย คุณสนิทจึงหารือในอันที่จะเปิดเป็นหน้ากีฬาขึ้นโดยเฉพาะรวมทั้งมอบหมายให้รับผิดชอบ ไม่แต่จะมีเรื่องหมัดมวยที่เริ่มขยายจากสนามราชดำเนินไปส่สนามมวยกองทัพบก...และแม้กีฬาฟุตบอลที่เรื่มมีผู้สนใจมากขึ้นเหล่านี้ความเปลี่ยนแปลงในกองบรรณาธิการด้านข่าวสารที่ผมเล่าว่า มีคนใหม่เข้ามานั้นก็หมายถึงมีคนเก่าลาออกไปด้วย คุณอำนวย สุขเจริญเป็นคนหนึ่งที่ลาออกแล้วไปทำหน้าที่ที่ใหญ่ขึ้นในหนังสือพิมพ์สารเสรีซึ่งในเวลานั้นมีสำนักงานอยู่ถนนเพลินจิตใกล้ทางรถไฟนัยว่าเป็นหนังสือพิมพ์ที่ “สีเขียว” เป็นนายทุนหนุนหลังคุณสนิทใช้โอกาสฉบับวันปีใหม่ ๑ มกราคม ๒ar๙เป็นฉบับที่ปรับปรุงครั้งใหญ่ก็ว่าได้ ผมไม่ทราบเหตุและผลว่า เพราะอะไรจึงเปลี่ยน“ศาลาสารพัดนึก”  เครื่องดักฟังราคา เป็น “ศาลาพักร้อน” โดยไม่เปลี่ยนหน้าที่ที่ยังเป็นของ“ทินกร สดศรี” ในหน้าลี่ตามเดิมหน้าข่าวต่างประเทศที่อยู่หน้าสองมาตั้งแต่แรกเริ่มย้ายมาเป็นหน้าสาม หน้าสองจึงเป็นหน้าต่อข่าวจากหน้าหนึ่ง แต่ต้องมีข่าวรอบเช้ามาเป็นข่าวพาดทัวหนึ่งชิ้นเสมอ เนื้อที่นอกนั้นจึงเป็นหน้าต่อของข่าวรวมทั้งคอลัมน์ซ้ายมือคอลัมน์แรกเป็นเนื้อที่ของ “บทน่า” ข่าวต่างจังหวัดโยกไปอยู่หน้า๕ ล่วนหน้า ๖ สารคดีในประเทศ-หน้า ๗ สารคดีต่างประเทศซึ่งทั้งสองหน้านื้จะเป็นสารคดียาวหลายฉบับจบ หน้า ๙ คือรอบลังเวียนที่ไฟทตง บอยรับผิดชอบทั้งหมด หน้าต่อจากนี้ก็จะเป็นหน้าต่อเดลิเมล์ขยายเนื้อหาออกเป็น ๑๒ หน้า ราคาขายที่ตกลงกันคือราคาฉบับละหนึ่งบาท การทำงานในส่วนข่าวสารนั้นในลิบสองหน้าแบ่งการจัดต้นฉบับและเข้าหน้าเป็นสองช่วง ช่วงแรกคือ หน้า ๕ ถึงหน้า  Cรวมสี่หน้า ต้องส่งให้เสร็จก่อนบ่ายสอง อย่างช้าไม่เกินบ่ายสามหน้า กับหน้า ๙  เครื่องดักฟังจิ๋ว (หน้ากีฬา) ต้องเรียบร้อยช้าสุดบ่ายสี่โมงเย็นถัดมาเป็นหน้าข่าวต่างประเทศ (หน้าสาม) ซึ่งมักจะเสร็จเร็วกว่ากำหนดคอก่อน ๑๗.๐๐ น.ส่วนที่เหลือคือหน้าหนึ่งดู่ถับหน้าสิบสอง หน้าสองคู,กับหน้า ๑๑ทีมข้อแม้ว่า ข่าวสุดท้ายต้องไม่เกินสี่ทุ่ม คำว่าสุดท้ายหมายถึงข่าวหนึ่งชิ้นเท่านั้นหัวหน้าช่างเรียงคือคุณขวัญ วระศรีน  เครื่องขยายเสียง จะเป็นคนเดินขึ้นมาบอกหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่งว่า มีเนื้อที่สำหรับต่อข่าวหน้าหนึ่งสูงกี่นิ้ว (หนึ่งคอลัมน์ต่างกับปัจจุบันจะถือสองคอลัมน์เป็นหลักสำหรับเนื้อที่ต่อข่าว)ผมจาระไนมาทั้งหมดนื้เนื่องจากผมจะต้องเข้าเวรหัวหน้าข่าวหน้าหนึ่งด้วยโดยมีอารี ปทุมรังษี ผู้ช่วยบรรณาธิการ กับคุณเซลง กัทลืรดะพันธุ เข้าเวรสลับลับเปลี่ยนกันหน้าที่ใน “เบื้องหลังข่าว” แม้ว่าจะร่นเวลาการวางตลาดเป็นรายปักษ์แล้วก็ไม่เป็นเรื่องหนักหนาอะไร ผมยังจะทำให้เนื้อหาใน “เบื้องหลังข่าว” ดี'ขึ้นด้วย,ชํ้า เพราะจะเว่าข่าวที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนั้นผมจะได้ลังงานให้ไปทำ “เบื้องหลัง” ไต้ทันท่1วงที ในเบื้องหลังข่าวยังขึ้นป้าย คุณสนิทเป็นบรรณาธิการและผมเป็นบรรณาธิการผู้ช่วยและเพื่อให้งานที,จะต้องพิมพ์และเข้าหน้าที่โรงพิมพ์อักษรโสภณเสาชิงช้า ดำเนินไปด้วยดี คุณสนิทจึงดึงเอาคุณประมวล เอี่ยมวัฒน์ ผู้ใช้นามปากกา “มิรันตี” มาช่วยผมอีกแรงหนึ่งใน “เบื้องหลังข่าว”ในฉบับวันปีใหม่ คุณสนิทให้ผมไปลัมภาษณ์  เครื่องดักฟังทะลุกำแพง ม.จ.เฉลิมศรี จันทร-  ทัด อดีตนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยให้พิจารณาชะตาเมืองประจำป ๒๔๙(ะ' ท่านได้อธิบายอะไรต่ออะไรยืดยาวแต่สรุปในตอนท้ายว่า“ไม่มีอะไรที่น่าวิตกมากนักหรอกสำหรับปี ๒๔๙(ะ ปัญหาสำคัญมันอยู่ในระยะสิงหาคมระยะหนึ่งกับมกราคม ๒๔๙๙ อีกระยะหนึ่งเท่านั้นเองที่ค่อนข้างน่ากลัวมาก แต่ระยะท้าย (มกราคม ๒๔๙๙) นี่แหละที่จะส่งท้ายกันดุหน่อย”จะเห็นว่าการทำนายทายทักดวงชะตาเมืองนั้นได้กระทำกันมานานนักหนาแล้วว่างั้นเถอะ

 

เครื่องดักฟัง 

untitled

posted on 15 Jun 2016 15:18 by hugospy01

มท